วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ปลากราย

           ปลากราย  ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chitala ornata อยู่ในวงศ์ปลากราย (Notopteridae) มีปากกว้างมาก มุมปากอยู่เลยขอบหลังลูกตา ในตัวเต็มวัยส่วนหน้าผากจะหักโค้ง ส่วนหลังโก่งสูง ในปลาวัยอ่อนมีสีเป็นลายเสือคล้ายปลาสลาด แต่จะเปลี่ยนเป็นสีเทาเงินและมีจุดกลมใหญ่สีดำขอบขาวที่ฐานครีบก้นตั้งแต่ 3 - 20 ดวง ซึ่งมีจำนวนและขนาดแตกต่างกันออกไปในแต่ละตัว มีขนาดโดยเฉลี่ย 60 ซ.ม. ใหญ่สุดที่พบคือ 1 เมตร หนัดถึง 15 ก.ก.
มักอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีกิ่งไม้ใต้น้ำหรือพืชน้ำค่อนข้างหนาแน่น อยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก อาหารได้แก่ ปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็ก พบในแหล่งน้ำทั้งแหล่งน้ำนิ่งและแม่น้ำทั่วประเทศไทย แต่ปัจจุบันพบน้อยลงมาก ปลากรายนับเป็นปลาน้ำจืดอีกชนิดหนึ่งที่คนไทยนิยมบริโภค โดยเฉพาะใช้เป็นวัตถุดิบผลิตทอดมันหรือลูกชิ้น ราคาขายในตลาดจึงสูง ส่วนบริเวณเชิงครีบก้น เรียกว่าเชิงปลากราย ก็เป็นส่วนที่นิยมรับประทานโดยนำมาทอด แม้ว่าเนื้อจะมีก้างมาก แต่ก็เป็นที่นิยมเพราะมีรสชาติอร่อย นอกจากใช้เป็นอาหารแล้ว ยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาเศรษฐกิจ เช่น เลี้ยงในท้องร่องสวน และนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามด้วย ที่เลี้ยง ง่าย อดทน และจะมีราคาแพงยิ่งขึ้นในตัวที่จุดเยอะ หรือตัวที่สีกลายเป็นสีเผือก หรือสีทอง ขาว หรือในตัวที่เป็นปลาพิการ ลำตัวสั้นกว่าปกติ มีชื่อเรียกอื่น เช่น "หางแพน" ในภาษากลาง "ตอง" ในภาษาอีสาน "ตองดาว" ในภาษาเหนือ เป็นต้น

ปลากระทิงไฟ


          
                      ปลากระทิงไฟ         ในบรรดาปลาไทยที่มีรูปร่างแปลกประหลาด ปลากระทิงไฟจัดว่าเป็นปลาไทยอีกชนิดที่อยู่ในข่ายปลาประหลาด คือ รูปร่างจะไม่เหมือนกับปลาทั่วไป แต่จะไปเหมือนกับงูมากกว่าโดยลำตัวของปลากระทิงไฟมีลักษณะเรียวยาวจนเกือบเป็นทรงกระบอกเช่นเดียวกับงู แต่ท้ายลำตัวส่วนที่อยู่ค่อนไปทางหางจะมีลักษณะแบนข้าง และส่วนหัวหรือปลายปากจะยื่นยาวและแหลมกว่างู
ปลากระทิงไฟเป็นปลาไทยอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากนักเลี้ยงปลาทั่วทุกมุมโลก จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นสินค้าส่งออกที่ติดอันดับของวงการปลาสวยงามของเมืองไทย เนื่องจากเป็นปลาที่มีรูปร่างแปลกประหลาดและมีสีสันสวยสดงดงาม โดยพื้นลำตัวมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำสนิทและประแต้มด้วยแถบสีแดงสดเป็นเส้นๆ และเป็นจุดๆ ลักษณะคล้ายกับเส้นประ โดยลายนี้จะคาดตามความยาวจากหัวจรดหาง ลำตัวไม่มีเกล็ดปกคลุม (เป็นปลาหนัง) ส่วนหัวค่อนข้างแหลม ปากมีขนาดเล็กและปลายยื่นแหลม จะงอยปากมีลักษณะคล้ายกับงวงช้าง โดยจะงอยปากด้านบนจะยื่นยาวกว่าด้านล่าง ซึ่งช่วยทำหน้าที่คุ้ยเขี่ยหาอาหารตามพื้นและส่งอาหารเข้าสู่ปาก สำหรับครีบหลัง ครีบทวาร และหางจะเชื่อมต่อติดกันเป็นครีบเดียว โดยครีบหลังตอนหน้าจะมีขนาดเล็กมากและลักษณะเป็นหยักคล้ายกับฟันเลื่อย หากไม่สังเกตจะมองไม่เห็น โดยปลายหางมีลักษณะมนโค้ง ปลายค่อนข้างแหลม ซึ่งสีของครีบจะกลมกลืนกับสีพื้นลำตัวและบริเวณขอบครีบด้านนอกเป็นสีแดงหรือสีส้ม บริเวณแนวโคนครีบมีจุดกลมสีแดงประแต้มตลอดแนวซึ่งจุดและลายแถบสีแดงเหล่านี้ขณะที่ปลายังเล็กจะเป็นสีน้ำตาลอมส้มหรือเหลือง เมื่อปลาโตขึ้นจุดและแถบลายเหล่านี้สีก็จะเข้มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นสีแดงหรือสีแดงอมส้มในที่สุด แต่ปลาส่วนใหญ่สีแดงสดจะเข้มจัดเฉพาะบริเวณลำตัวส่วนที่อยู่ค่อนไปทางหัว ส่วนลาย ที่อยู่ค่อนไปทางหางโดยมากจะเป็นสีแดงส้มหรือสีน้ำตาลส้ม พบน้อยตัวมากที่มีลายสีแดงเพลิงทั้งตัว
ลักษณะการว่ายน้ำของปลากระทิงไฟจะไม่เหมือนกับปลาทั่วไป คือจะว่ายเลื้อยลักษณะเหมือนกับงูและปลาไหลมากกว่า ปกติมักกบดานซ่อนตัวอยู่ตามก้นน้ำที่มีไม้น้ำ ซอกหินหรือตามซากปรักหักพังต่างๆ โดยจะอยู่รวมเป็นฝูงและรอดักจับกินเหยื่อที่พลัดหลงเข้ามาในถิ่น ในธรรมชาติมักออกหากินยามค่ำคืน ในขณะที่ปลาหรือเหยื่อหรือเหยื่อกำลังเผลอก็จะค่อยๆ ว่ายเลื้อยเข้าไปหาอย่างช้าๆ ลักษณะเช่นเดียวกับงูที่เลื้อยเข้าหาเหยื่อ หรือบางครั้งก็ซุ่มรอให้เหยื่อว่ายเข้ามาใกล้ พอได้จังหวะก็จะฉกกัดอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่การล่าเหยื่อมักไม่ค่อยพลาด จัดว่าเป็นปลาที่มีนิสัยก้าวร้าว หวงถิ่นและชอบกินปลาเล็กเป็นอาหาร ดังนั้นจึงไม่ควรนำไปเลี้ยงรวมกับปลาอื่น ควรเลือกปลาที่หากินต่างระดับกัน เช่น เลี้ยงรวมกับปลาที่หากินตามบริเวณผิวนน้ำหรือระดับกลางน้ำที่มีความว่องไวปราดเปรียวพอสมควร และควรเป็นปลาที่ขนาดใหญ่กว่าปลากระทิงไฟด้วย สำหรับปลาในตระกูลแคทฟิชหรือปลาที่มีหนวดไม่ควรนำมาเลี้ยงรวม เพราะส่วนใหญ่จะเป็นปลาที่หากินตามพื้นก้นน้ำ จึงไม่แน่ว่าใครจะกินใคร แต่โดยมากปลาเล็กก็มักจะตกเป็นเหยื่อของปลาใหญ่ ในกรณีที่ต้องการเลี้ยงปลากระทิงไฟรวมเป็นฝูง ควรเลือกปลาขนาดใหญ่พอๆ กันเพื่อความปลอดภัย และควรจัดซอกมุมหลายๆ แห่งเพื่อให้ปลาใช้เป็นที่หลบซ่อนกำบังตัว โดยซอกมุมที่ว่าควรจัดให้มีจำนวนปลาที่เลี้ยงเพื่อปลาจะได้ไม่ต้องต่อสู้ชิงที่อยู่กัน โดยโพรงหรือซอกรูที่ว่าอาจใช้หลอดแก้วโปร่งใสมาตั้งวางไว้เฉยๆ เพื่อให้ปลามุดลอด เพื่อเวลาที่ปลาว่ายเข้าไปหลบในโพรงเราจะได้มองเห็นชัดๆ หรือถ้าไม่สนใจเรื่องทัศนียภาพก็อาจใช้ท่อพี.วี.ซี. ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 1 นิ้วขึ้นไปมาฝังลงในชั้นกรวดเพื่อสร้างเป็นโพรงก็ไม่เลวแต่ไม่ควรใช้ท่อขนาดเล็กกว่านี้เพราะอาจทำให้ปลาถอยกลับตัวออกมาไม่ได้ โดยใช้หินกรวดตกแต่งปิดทับ บริเวณปากทางเข้าไม่ให้เห็นปากท่อก็จะดูเป็นธรรมชาติและประหยัดเงินดีด้วย สำหรับกรวดที่ใช้ควรเป็นกรวดขนาดใหญ่เพื่อป้องกันไม่ให้ปลากระทิงไฟขุดมุดลอดลงไปเป็นขอมดำดินจนทำให้ระบบกรองใต้พื้นกรวดเสียหาย ขณะเดียวกันท่ออ๊อกซิเจนควรเลือกชนิดที่มีตะแกรงปิดเพื่อกันปลาว่ายลอดเข้าไปหลบในท่อจนทำให้ถอยกลับตัวออกมาไม่ได้จนเป็นเหตุให้ปลาตายเพราะอดอาหารในที่สุด นอกจากนี้ตู้ควรมีฝาครอบปิดมิดชิดเพื่อกันปลาไถลออกมานอกตู้ หากใช้ตะแกรงหรือมุ้งลวดครอบก็ควรหาหาของหนักๆ มาวางทับอีกชั้นหนึ่ง เพราะปลากระทิงไฟสามารถใช้ตัวดันตะแกรงและเลื้อยหนีออกมาได้ แต่ก็อยู่ได้ไม่นานก็จะตายเนื่องจากขาดน้ำขาดอากาศหายใจ และหากต้องการให้ภายในตู้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นก็ควรปลูกประดับด้วยพืชน้ำ แต่ควรฝังรากให้ลึกๆหน่อย เพราะมิฉะนั้นอาจถูกปลากระทิงไฟขุดทำลายได้ ยิ่งปลากระทิงไฟเป็นปลาที่ขี้อายและขี้ตกใจอยู่แล้ว โดยมากถ้าไม่หิวจริงๆ ก็จะไม่ยอมปรากฏตัวให้ใครเห็น สำหรับประเภทของอาหารที่ปลากระทิงไฟชอบกินก็ได้แก่ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ เช่นเนื้อสัตว์หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ลูกปลา กุ้งฝอย หนอนแดง ไรทะเล ไส้เดือนน้ำ เป็นต้น จัดว่าเป็นปลาที่เลี้ยงง่ายเพราะมีความอดทนและสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีอีกชนิดหนึ่ง
ในปัจจุบันปลาที่นำมาขายในท้องตลาดเป็นปลาที่รวบรวมได้จากแล่งน้ำธรรมชาติซึ่งสามารถพบได้เกือบทุกภาคของประเทศ นอกจากนี้ยังพบในมาเลเซียและอินโดนีเซีย แต่ยังไม่มีรายงานว่าผู้ใดสามารถเพาะพันธุ์ปลากระทิงไฟในที่เลี้ยงได้สำเร็จซึ่งลูกปลาที่นำมาขายในท้องตลาดโดยมากจะมีขนาดในช่วงระหว่าง 3-4 นิ้ว ส่วนราคาซื้อขายก็แค่ไม่กี่บาท ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับนักเลี้ยงปลามือใหม่ที่จะใช้ซักซ้อมฝีมือการเลี้ยงปลา สำหรับระดับอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเลี้ยงควรอยู่ในช่วงระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียส ปลากระทิงไฟเมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดความยาวโดยถัวเฉลี่ยราว 70เซนติเมตรแต่ขนาดใหญ่ที่เคยพบยาวเกือบ 1 เมตร

ปลาคาร์ฟ

              ปลา่แฟนซีคาร์ฟ     (Fancy Carp) เป็นชื่อที่ใช้เรียกปลาในสกุล (Genus)เดียวกับ
ปลาใน (Crucian Carp) ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Cyprinus Carpio line เป็น
ปลาน้ำจืดที่มีแหล่งดั้งเดิมอยู่ในบริเวณประเทศอิหร่านในปัจจุบันเป็นเวลาที่สามารถปรับ
ตัวดำรงชีวิตอยู่ในแหล่งน้ำจืด ที่มีอุณภูมิที่แตกต่างกันได้ดีมาก แม้ในสภาพอากาศร้อน
ปลาชนิดนี้ก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศได้ จึงแพร่ขยายพันธุ์ออกไปได้ทั่วโลก
ในยุคต้นๆชาวจีนนับเป็นชนชาติแรกที่รู้จัก
ปลาไนซึ่งเป็นต้นตระักูลของปลาแฟนซีคาร์ฟ
มาเลี้ยงไว้เพื่อบริโภคเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 2,000
ปี
ล่วงมาแล้ว โดยชาวจีนเรียกปลาไนว่า หลีจื้อ
หรือ
หลีโกวง
ปลาไนน่าจะมีอิทธิพลต่อชาวจีน
เป็นอันมาก ซึ่งจะพบหลักฐานอันเก่าแก่ที่สุด
ของปลาไนปรากฏในภาพเขียนของจีนสมัย
ราชวงศ์์โจว

เดิมทีปลาไนตามแหล่งน้ำธรรมชาติจะมีเพียงสีดำ สีเทาดำ หรือสีน้ำตาลดำเท่านั้น
เมื่อราวปี พ.ศ. 808 -859 ปรากฏว่ามีปลาไนบางตัวกลายพันธุ์เป็นสีส้ม ชาวจีนจึง
นิยมนำมาเลี้ยงเพื่อความเป็นสิริมงคลและเพื่อชมความสวยงามจนเป็นที่แพร่หลายต่อ
มาราวศตวรรษที่ 18 ที่เมืองโอจิยา(Ojiya) ซึ่งอยู่ในจังหวัดนิกาตะ(Neigate) ใน
ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นในเมืองนี้ได้นำปลาไนมาเลี้ยงไว้ในบ้านเพื่อประกอบเป็นอาหาร เนื่อง
จากชาวญุ่ปุ่นกลุ่มหนึ่ง ที่มีอาชีพทำนาตามภูเขาสูงในชนบท ซึ่งมีการคมนาคมที่ไม่สะ
ดวกในยามที่มีหิมะตกชาวญี่ปุ่นไม่สามารถเดินทางออกนอกบ้านไปทำมาหากินได้

ปลาวาฬเพชรฆาต


ปลาวาฬเพชรฆาต เป็นปลาที่อยู่ในตระกูลของโลมา ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด โดยมักจะถูกมนุษย์นำมาเลี้ยงไว้ในสวนน้ำ พร้อมกับฝึกฝนเพื่อใช้แสดง เนื่องจากความฉลาดแสนรู้ของมัน แม้ว่าชื่อของมัน จะฟังดูน่ากลัวแต่รับรองได้ว่า ไม่ทำอันตรายมนุษย์แน่นอน

ออร์ก้า (Orca) เป็นอีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียก ปลาวาฬเพชรฆาต (Killer whale) มันมีลักษณะเด่นที่ลวดลาย ซึ่งลำตัวด้านหลังของมัน จะเป็นสีดำ มีสีขาวที่ใต้ท้องและอก รวมทั้งรอบดวงตา ก็เป็นขีดสีขาวเช่นกัน นอกจากนี้ ทั้งครีบหลังของมัน ที่ตั้งฉากและสูงกว่าปลาวาฬอื่นๆ โดยเฉพาะตัวผู้ที่มีครีบหลังสูงถึง2 เมตร ซึ่งครีบหลังของตัวเมียจะไม่ค่อยตั้งฉาก แต่จะเอนไปทางด้านหลังมากกว่า ปลาวาฬเพชรฆาตตัวผู้ จะมีขนาดประมาณ 9.5 เมตร และประมาณ 6,500 กิโลกรัม ส่วนตัวเมียจะมีขนาด 7-8 เมตร และหนักประมาณ 4,500 กิโลกรัม
ส่วนใหญ่แล้ว สามารถพบปลาวาฬชนิดนี้ ได้ในมหาสมุทรทั่วโลก โดยเฉพาะแถบอุณหภูมิต่ำ อย่างขั้วโลกเหนือ รวมทั้งมหาสมุทรอาร์คติก และแอนตาร์กติกจะพบได้มาก เนื่องจากในน้ำแถบนั้น มีธาตุอาหารที่อุดสมบูรณ์ เหมาะแก่การอยู่อาศัยของสัตว์น้ำ จึงนับว่าเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของนักล่าอย่างปลาวาฬเพชรฆาต ซึ่งต้องการอาหารเป็นสัตว์เลือดอุ่นวันละ 60 กิโลกรัม โดยเหยื่อเหล่านั้นได้แก่ ปลา ปลาหมึก แมวน้ำ นกทะเล สิงโตทะเล เต่าทะเล ปลาโลมา เป็นต้น